Multi-sided CapybarAIสมุดบันทึกและแผนที่แหล่งข้อมูล

แพลตฟอร์มและ AI

เปิดเว็บขายของเองกับเปิดพื้นที่ให้คนอื่นขาย ต่างกันอย่างไรตามกฎหมายแพลตฟอร์ม

พอทำกิจการหรือสร้างตัวตนจนมีคนติดตามมากขึ้น ความคิดถัดไปมักไม่ใช่แค่ขายของเดิมให้มากขึ้น เราอาจอยากชวนผู้สอน ผู้ขาย หรือครีเอเตอร์คนอื่นเข้ามา สร้างคอมมูนิตี้ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน หรือช่วยให้คนในเครือข่ายซื้อขาย นัดหมาย หรือทำงานร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นการขยายกิจการอย่า…

พอทำกิจการหรือสร้างตัวตนจนมีคนติดตามมากขึ้น ความคิดถัดไปมักไม่ใช่แค่ขายของเดิมให้มากขึ้น เราอาจอยากชวนผู้สอน ผู้ขาย หรือครีเอเตอร์คนอื่นเข้ามา สร้างคอมมูนิตี้ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน หรือช่วยให้คนในเครือข่ายซื้อขาย นัดหมาย หรือทำงานร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นการขยายกิจการอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็อาจทำให้บทบาทของเราต่อผู้ใช้เปลี่ยนไปด้วย การเปิดพื้นที่ให้คนอื่นขายเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการขยายบริการ ไม่ใช่ขั้นถัดไปที่กิจการหรือครีเอเตอร์ทุกคนต้องเดิน บทความนี้ใช้กรณีของผู้ขายคอร์สผ่านเว็บไซต์ที่ภายหลังเพิ่มหน้าร้านให้ผู้สอนรายอื่น รับคำสั่งซื้อ แบ่งรายได้ และจัดการข้อร้องเรียนให้ ในสายตาของทีม อาจเป็นเพียงการเพิ่มบริการในเว็บเดิมหรือสร้างคอมมูนิตี้ให้แข็งแรงขึ้น แต่ในทางกฎหมาย ความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้ขายกับผู้ซื้อเชื่อมต่อกันอาจเปลี่ยนไปมาก ก่อนเพิ่มระบบลักษณะนี้ จึงควรตรวจว่าเรายังเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการของตนเอง หรือกำลังให้บริการสื่อกลางแก่ผู้อื่นตามกฎหมาย การเรียกเว็บว่า “ชุมชน” “หน้ารวมคอร์ส” หรือ “แพลตฟอร์ม” ไม่ใช่ข้อสรุป ต้องดูว่าระบบทำอะไร ใครเชื่อมกับใคร ใครกำหนดเงื่อนไข และแต่ละฝ่ายมีบทบาทอย่างไรตามความเป็นจริง

กฎหมายเริ่มจากลักษณะบริการ ไม่ใช่ชื่อที่ใช้เรียกเว็บไซต์

พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 นิยามบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยพิจารณาการเป็นสื่อกลางทางอิเล็กทรอนิกส์ที่บริหารจัดการข้อมูล เพื่อเชื่อมผู้ประกอบการ ผู้บริโภค หรือผู้ใช้บริการผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้เกิดธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะคิดค่าบริการหรือไม่ก็ตาม ตามมาตรา 3 [1] นิยามดังกล่าวไม่รวมบริการที่มีไว้เสนอสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบธุรกิจรายเดียว หรือบริษัทในเครือซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบธุรกิจนั้น ตามเงื่อนไขที่ตัวบทกำหนด จึงต้องอ่านให้ครบ ไม่ด่วนสรุปเป็นว่าเว็บไซต์ทุกแห่งต้องแจ้ง หรือทุกเว็บที่ขายของตัวเองได้รับยกเว้นทุกกิจกรรมเสมอไป [1] สำหรับตัวอย่างของเรา การขายคอร์สที่กิจการจัดทำและเสนอขายเองแตกต่างจากการจัดพื้นที่ให้ผู้สอนอิสระหลายรายเสนอขายแก่ผู้เรียน แต่การจำแนกยังต้องดูสัญญาและการทำงานจริง ไม่อาจตัดสินจากจำนวนชื่อผู้สอนที่ปรากฏบนเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว

ใช้แพลตฟอร์มของคนอื่น ไม่ได้ทำให้เราเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มนั้น

ครีเอเตอร์ที่เปิดร้านบนบริการของผู้อื่นอาจมีบทบาทเป็นผู้ประกอบการหรือผู้ใช้บริการในระบบนั้น ขณะเดียวกันยังมีหน้าที่ของตนเกี่ยวกับสินค้า โฆษณา สัญญา และข้อมูลที่ตนใช้ การเป็นผู้ใช้แพลตฟอร์มไม่ได้ทำให้หน้าที่เหล่านี้หายไป ในทางกลับกัน หากเราสร้างบริการสื่อกลางขึ้นเอง การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปหรือจ้างบริษัทพัฒนาเว็บไม่ได้ตอบว่าใครเป็นผู้ประกอบธุรกิจบริการนั้น ต้องตรวจว่าใครให้บริการแก่ผู้ใช้ ใครกำหนดเงื่อนไข และใครรับผิดชอบการดำเนินงานตามข้อเท็จจริง [1: บทนิยามและหมวดการประกอบธุรกิจ] วิธีเริ่มต้นที่เสนอคือแยกบริการที่เราซื้อมาใช้ในกิจการออกจากบริการที่เราเสนอแก่ผู้ขายและผู้ซื้อ แล้วดูสัญญาของแต่ละความสัมพันธ์ ไม่รวมทั้งหมดไว้ในประโยคว่า “ใช้ระบบของบริษัทอื่นจึงไม่มีหน้าที่”

ตามคำสั่งซื้อหนึ่งรายการ จะเห็นว่าต้องตรวจอะไรบ้าง

ลองให้ทีมอธิบายว่าผู้เรียนเห็นข้อเสนอจากใคร กดตกลงกับใคร เงินเข้าบัญชีใด ใครออกหลักฐานรับเงิน และหากเข้าเรียนไม่ได้ต้องติดต่อใคร ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ที่ต้องนำไปพิจารณา แต่ไม่มีคำตอบข้อใดข้อหนึ่งที่ตัดสินบทบาททั้งหมดแทนข้ออื่นได้ ถ้าเรารับเงินแทนผู้สอนและหักค่าบริการ ควรบันทึกวิธีคิดและการส่งต่อเงินให้ชัด ถ้าให้ผู้ซื้อชำระตรงกับผู้สอน ก็ยังต้องตรวจบทบาทด้านการเชื่อมข้อมูลและการจัดการธุรกรรม ไม่ถือว่าการไม่รับเงินเองทำให้ไม่เป็นสื่อกลางโดยอัตโนมัติ สำหรับเว็บที่มีทั้งคอร์สของตนเองและคอร์สของผู้อื่น ให้แยกตรวจส่วนงาน ไม่ติดป้ายเดียวให้ทั้งกิจการโดยไม่มองความต่าง เช่นเดียวกับการเพิ่มระบบให้คนเสนอขายไฟล์ นัดหมาย หรือรับงานผ่านเว็บ ควรทบทวนก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช้คำจำแนกของเว็บรุ่นแรกตลอดไป

ให้ใช้ฟรีหรือมีผู้ใช้น้อย ยังต้องดูเงื่อนไขต่อ

นิยามตามพระราชกฤษฎีการะบุชัดว่าพิจารณาได้ทั้งบริการที่คิดและไม่คิดค่าบริการ จึงไม่ควรใช้คำว่า “เปิดให้ใช้ฟรี” เป็นเหตุให้หยุดตรวจเรื่องนี้ทันที โปรดดูมาตรา 3 [1] ส่วนหน้าที่แจ้งและระดับข้อกำหนดต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น รายได้จากบริการ จำนวนผู้ใช้ และลักษณะเฉพาะของบริการ โดยมาตรา 8 ยังมีการแจ้งรายการโดยย่อสำหรับบางกรณีที่ไม่เข้าเกณฑ์ตามวรรคหนึ่งหรือได้รับยกเว้นตามวรรคสาม จึงไม่ควรสรุปว่าเล็กกว่าเกณฑ์หนึ่งแล้วไม่มีหน้าที่ใดเหลือโดยไม่อ่านเงื่อนไขทั้งหมด [1] ก่อนใช้ตัวเลขรายได้หรือจำนวนผู้ติดตามมาประเมิน ต้องตรวจด้วยว่ากฎหมายและหลักเกณฑ์ให้นับอะไร รายได้ของกิจการทั้งบริษัทอาจไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับรายได้จากบริการที่กำลังพิจารณา ส่วนจำนวนผู้ติดตามบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ก็ไม่ควรถูกใช้แทนจำนวนผู้ใช้บริการตามกฎโดยไม่ตรวจนิยาม บทความนี้จึงไม่ได้ใช้ขนาดทีม หรือการยังไม่มีกำไร เป็นคำตอบว่าต้องแจ้งหรือไม่ ต้องนำข้อเท็จจริงของบริการไปตรวจตามพระราชกฤษฎีกาและประกาศที่เกี่ยวข้องกับบริการนั้น

ข้อกำหนดการใช้บริการควรตรงกับสิ่งที่ระบบทำได้จริง

หากเปิดให้ผู้อื่นขายคอร์ส ควรตกลงว่าใครมีสิทธิสมัคร ใครรับผิดชอบเนื้อหา คิดค่าบริการอย่างไร และเมื่อคอร์สหรือบัญชีมีปัญหาจะดำเนินการอย่างไร รวมถึงผู้ซื้อจะขอความช่วยเหลือจากช่องทางใด ในส่วนที่กฎหมายกำหนดให้แจ้งหรือดำเนินการเกี่ยวกับข้อกำหนดบริการ เรื่องร้องเรียน หรือการเลิกบริการ ต้องตรวจตามประเภทและระดับหน้าที่จริง ไม่คัดรายการของบริการขนาดใหญ่ไปเรียกว่าข้อบังคับทุกข้อของเว็บเล็กโดยไม่อ่านเงื่อนไข [1][2] นอกเหนือจากหน้าที่ตามกฎหมาย การทดลองวิธีแจ้งปัญหาเป็นข้อเสนอที่ทำได้ตั้งแต่พัฒนาระบบ เช่น หากผู้สอนหยุดให้บริการ ใครติดต่อผู้เรียน ใครตรวจการชำระเงิน และใครมีอำนาจระงับการขาย อย่าเขียนในเงื่อนไขว่า “ติดต่อผู้สอนได้ทุกกรณี” หากไม่มีช่องทางที่ผู้เรียนใช้ได้จริง

บทบาทตามกฎหมายแพลตฟอร์มพิจารณาแยกกับบทบาทเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล

เว็บอาจรับข้อมูลผู้เรียนเพื่อเปิดบัญชี รับคำสั่งซื้อ จัดอันดับเนื้อหา หรือส่งข่าว แต่ละกิจกรรมต้องพิจารณาว่าใครตัดสินใจและใครทำตามคำสั่ง บทบาทผู้ควบคุมและผู้ประมวลผลตาม มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ไม่ได้ถูกตัดสินเพียงเพราะเราเรียกตนเองว่าแพลตฟอร์มหรือผู้ขาย [3] ควรแยกข้อมูลที่ส่งให้ผู้สอนเพื่อจัดคอร์สออกจากข้อมูลที่นำไปทำการตลาดหรือวิเคราะห์เพื่อกิจการของตน พร้อมตรวจการแจ้งรายละเอียดตาม มาตรา 23 ฐานกฎหมายตาม มาตรา 24 และการใช้หรือเปิดเผยตาม มาตรา 27 ไม่ถือว่าผู้เรียนสมัครเว็บไซต์แล้วอนุญาตให้ผู้ขายทุกรายนำรายชื่อไปใช้ได้ [3] ส่วนสิทธิในบทเรียน เพลง ภาพ และไฟล์ที่ผู้สอนนำขึ้นระบบ ต้องมีการพิจารณาตามกฎหมายลิขสิทธิ์และข้อตกลงด้วย การรับแจ้งประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นการอนุญาตใช้ผลงานของบุคคลอื่น

เตรียมข้อเท็จจริงก่อนหารือกับผู้รับผิดชอบหรือหน่วยงาน

แฟ้มสำหรับพิจารณาอาจเริ่มจากคำอธิบายบริการ แผนผังคำสั่งซื้อ ตัวอย่างหน้าจอ คู่สัญญา ผู้ใช้แต่ละกลุ่ม และวิธีรับค่าตอบแทน หากยังไม่ทราบตัวเลข ให้ระบุสมมติฐานกับสิ่งที่ต้องเก็บจริงแยกกัน ไม่เปลี่ยนประมาณการเป็นข้อเท็จจริงของบริการที่เปิดแล้ว ETDA มีหน้ารวมพระราชกฤษฎีกา ประกาศ และแนวทางเกี่ยวกับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ควรเลือกเอกสารที่ตรงกับบริการและตรวจวันที่กับขอบเขตของแต่ละฉบับ ไม่ถือว่าการอ่านพระราชกฤษฎีกาฉบับหลักเพียงครั้งเดียวครอบคลุมประกาศเฉพาะทั้งหมดที่อาจออกภายหลัง [2] หากส่งข้อหารือ ควรให้ข้อมูลที่อธิบายการทำงานจริง ไม่ถามเพียงว่า “เว็บไซต์แบบนี้เป็นแพลตฟอร์มหรือไม่” โดยไม่มีรายละเอียด และไม่จำเป็นต้องส่งรายชื่อผู้ใช้หรือข้อมูลส่วนบุคคลจริงทั้งหมดหากใช้คำอธิบายกับข้อมูลสมมติแทนได้

กลับมาตรวจเมื่อเปลี่ยนจากร้านของเราเป็นบริการให้ผู้อื่น

จุดเปลี่ยนอาจเกิดตอนเปิดรับผู้ขายภายนอก เพิ่มระบบจับคู่ รับค่าบริการ หรือขยายบทบาทในการจัดการคำสั่งซื้อ ควรให้การทบทวนอยู่ในแผนพัฒนาบริการ ไม่รอให้ทุกอย่างเปิดแล้วจึงถามว่าต้องทำอะไรตามกฎหมาย เมื่อแยกได้ว่าเราขายอะไรเองและช่วยให้ใครทำธุรกรรมกับใคร ทีมก็จะเตรียมเงื่อนไข ข้อมูล และผู้รับผิดชอบได้ตรงขึ้น ไม่ต้องอาศัยคำว่า “เว็บของเรา” เป็นคำตอบของทุกบทบาท

เอกสารอ้างอิง

  1. พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 — ราชกิจจานุเบกษา และ สำเนาราชกิจจานุเบกษาที่ สวทช. เผยแพร่ — โดยเฉพาะบทนิยามและหลักเกณฑ์การแจ้ง ไม่ใช่ผลจำแนกบริการเฉพาะราย
  2. ETDA — กฎหมายและประกาศเกี่ยวกับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล
  3. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ตัวอย่างคอร์สและเว็บไซต์เป็นสถานการณ์สมมติ บทความไม่ใช่ผลตรวจหน้าที่แจ้งประกอบธุรกิจหรือการรับรองว่าบริการใดได้รับยกเว้น การดำเนินงานจริงต้องตรวจข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแต่ละบริการ